การจัดฟันแบบใส

เป็นการจัดฟันซึ่งกำลังได้รับความสนใจและเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นการจัดฟันแบบใสทำให้ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ง่าย โดยใช้อุปการณ์การจัดฟันที่สามารถถอดออกได้โดยไม่ต้องทำการยึดติดวัสดุใดๆลงบนตัวฟันและสามารถทำให้ฟันสามารถเคลื่อนที่ไปสู่ตำแหน่งที่ต้องการได้ทีละเล็กทีละน้อย สามารถถอดออกเพื่อทำความสะอาดได้ง่ายกว่าการใช้เครื่องมือที่เป็นโลหะหรือลวดติดยึดกับฟัน รวมถึงยังไม่ทำให้คนไข้เกิดอาการระคายเคืองในช่องปากเหมือนการใช้ลวดโลหะหรือแบร็กเก็ตแต่อย่างใด โดยจะอาศัยภาพสามมิติจากคอมพิวเตอร์มาช่วยในการออกแบบการสร้างอุปกรณ์จัดฟันที่จะออกแบบเฉพาะเป็นรายบุคคลไป

โดยเครื่องมือการจัดฟันชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นแบบใสและสามารถออกมาทำความสะอาดได้ สามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องการเรียงตัวของฟันและเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดัดฟันแต่ไม่อยากให้ผู้อื่นเห็นถึงเครื่องการจัดฟัน รวมทั้งให้ความรู้สึกสะดวกสบายเวลาที่รับประทานอาหารหรือแปรงฟัน
มี 2 ชนิด ได้แก่
1.Clear Aligner เหมาะสำหรับคนไข้ที่ต้องการจัดฟันโดยมีลักษณะเหมือนไม่ได้ใส่เครื่องมือใดๆ สามารถทำได้ในกรณีที่คนไข้มีฟันเกไม่มาก โดยจะสามารถเคลื่อนได้เฉพาะฟันหน้าเท่านั้น หรือ ในกรณีที่เคยจัดฟันมาแล้ว แต่ไม่ได้ใส่รีเทนเนอร์

2.การจัดฟันแบบ Invisalign เหมาะสำหรับคนไข้ที่ต้องการจัดฟันโดดยมีลักษณะเหมือนไม่ได้ใส่เครื่องมือใดๆ สามารถทำได้ในกรณีที่คนไข้มีปัญหา ฟันซ้อน เก ฟันห่าง รวมถึงสามารถแก้ปัญหาการสบฟันของฟันกรามด้วย

คุณลักษณะของการจัดฟันแบบใส

  • วิธีการทำงานของการจัดฟันแบบใส่ไม่ต้องติดลวดโลหะหรือ bracket เป็นถาดใสสามารถถอดออกหรือใส่ได้เอง
  • มีลักษณะบางใส ไร้สีและโปร่งแสง เมื่อสวมใส่จะทำให้เรียบติดกับฟัน เป็นที่สังเกตได้ยาก
  • เจ็บน้อยกว่าการจัดฟันแบบติดแน่นเพราะไม่ต้องกรอผิวหน้าฟันออก
  • สามารถทำความสะอาดได้ง่ายโดยใช้การแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันได้ซึ่งแตกต่างจากการใช้เหล็กติดฟัน

การจัดฟันแบบใสแตกต่างจากการจัดฟันแบบอื่นอย่างไร

การจัดฟันแบบใสไร้เหล็กนั้นจะช่วยเสริมสร้างบุคลิกให้มีความมั่นใจมากขึ้น เนื่องจากสังเกตได้ยาก และด้วยอุปกรณ์ที่สามารถถอดได้ จึงทำให้การทำความสะอาดช่องปากและอุปกรณ์เป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากตามไปด้วย ซึ่งจะช่วยลดปัญหาฟันผุและคราบหินปูนได้อย่างดี แต่การจัดฟันด้วยวิธีนี้ยังคงมีข้อจำกัดอยู่บ้าง โดยจะพิจารณาใช้กับ
คนไข้ที่มีฟันเกระดับต้นจนถึงระดับกลาง ในกรณีที่คนไข้จำเป็นจะต้องถอนฟันหรือผ่าฟัน ทันตแพทย์อาจจะแนะนำให้ใช้การจัดฟันแบบอื่นแทน

ข้อดีของการจัดฟันแบบใส

  • ด้วยคุณลักษณะใสที่ทำให้ไม่เป็นที่สังเกตให้มีความสวยงามเหมือนฟันธรรมชาติมากที่สุด
  • สุขภาพเหงือกดีขึ้น
    จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยพบว่าการจัดฟันแบบใสไร้เหล็กสามารถช่วยทำให้สุขภาพเหงือกดีขึ้นได้ เนื่องจากการจัดฟันที่ถูกต้องจะทำให้เหงือกบริเวณรอบๆฟันเข้าที่ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งนำไปสู่สุขภาพปากที่ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังทำให้สามารถแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันได้ตามปกติ จึงช่วยทำให้ลดปัญหาโรคฟันผุและโรคเหงือกได้
  • การทำความสะอาดง่ายขึ้น
    การจัดฟันแบบเหล็กทั่วไปนั้น จะมีเส้นเหล็ก ซึ่งเป็นตัวจับคราบอาหารและคราบพลัคได้อย่างดี แต่การจัดฟันแบบใสไร้เหล็กไม่มีเส้นเหล็กแต่อย่างใด จึงช่วยให้ลดโอกาสเกิดคราบพลัค อาการฟันผุและโรคเกี่ยวกับเหงือกได้ ซึ่งช่วยทำให้สุขภาพปากสะอาดและดียิ่งขึ้น ทั้งยังทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
  • ทำให้การเคี้ยวและการพูดดีขึ้น
    สำหรับหลายๆคนแล้ว ตำแหน่งฟันและขากรรไกรที่ไม่เหมาะสมนั้น อาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวการพูดและการเคี้ยวอาหารได้ เราจึงแนะนำการจัดฟันแบบใสไร้เหล็กซึ่งจะสามารถทำให้แก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้เช่นกัน
  • ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บและผิดปกติของการสวมใส่
    ตำแหน่งของฟันที่ถูกต้องและเหมาะสมจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาภาวะกระดูกและข้อต่อเชื่อมขากรรไกร รองรับน้ำหนักมากเกินไป

ข้อควรระวังของการจัดฟันแบบใส

  • การจัดฟันแบบใสนั้นมีข้อจำกัดต่อการเคลื่อนที่ของฟันอยู่มาก คือ สามารถใช้เคลื่อนฟันได้เฉพาะบางรูปแบบเท่านั้น
  • ผู้ที่เข้ารับการจัดฟันลักษณะนี้ต้องใส่เครื่องมือนี้ตลอดเวลาทั้งเวลากลางวันและกลางคืน เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด จะถอดได้เฉพาะเวลาทำความสะอาดช่องปาก หรือการรับประทานอาหารเท่านั้น ซึ่งผู้ที่เข้ารับการจัดฟันต้องปฏิบัติตามคำแนะนำจากทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด เพราะการจัดฟันลักษณะนี้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ที่เข้ารับการรักษาเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้ตามแบบแผนการรักษาภายในระยะเวลาที่กำหนด และเพื่อได้ฟันที่เคลื่อนที่ได้ตรงตามที่กำหนด

ขั้นตอนการรักษาการจัดฟันแบบใส

เครื่องมือจัดฟันชนิดนี้จะแบ่งเป็นชุดๆไปซึ่งแต่ละชุดจะทำให้ฟันนั้นเคลื่อนที่ไปสู่ตำแหน่งต่างๆที่ทันตแพทย์นั้นกำหนดไว้ เพื่อดูความคืบหน้าของฟันโดยแต่ละชุดๆจะมีความคืบหน้าของการจัดเรียงฟันที่แตกต่างกันไปและต้องเปลี่ยนเครื่องมือจัดฟันชุดใหม่เมื่อเครื่องมือจัดฟันชุดเก่านั้นทำให้ฟันเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่ต้องการ ซึ่งทั้งนี้จำนวนชุดของเครื่องมือการจัดฟันก็จะขึ้นอยู่กับสภาพของฟันแต่ละบุคคลไปโดยจะมีทันตแพทย์เป็นผู้วางแผนและกำหนด แต่โดยทั่วไปแล้วจะใช้ระยะเวลาการรักษาประมาณ 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพฟันของแต่ละบุคคลเพราะทุกคนต่างก็มีปัญหาของสภาพฟันและโครงสร้างที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นอาจจะใช้ระยะเวลาในการรักษาไม่เท่ากัน ฉะนั้นควรจะเข้าพบทันตแพทย์จัดฟันทุก 6-8 สัปดาห์ เป็นอย่างน้อย

ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย

ทันตแพทย์จะทำการตรวจในช่องปาก และสภาพฟัน หรือปัญหาต่างๆในช่องปากหรือโครงสร้างฟันของผู้ที่เข้ารับการรักษา จากนั้นจะทำการวางแผนการรักษาตามลำดับ โดยขั้นตอนนี้จะมีการจัดบันทึกข้อมูลของการรักษา เช่น การเอ็กซเรย์และการพิมพ์ปากเพื่อที่จะส่งข้อมูลทั้งหมดไปยังศูนย์การรักษา

  • ขั้นตอนการจัดทำเครื่องมือ

จะใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย ทั้งในการผลิตเครื่องมือจัดฟัน และ การวางแผนการเคลื่อนตัวของฟันเช่น (CAT scan) หรือ CAD เป็นต้น โดยเครื่องคอมพิวเตอร์จะทำการกำหนดทิศทางและตำแหน่งการเคลื่อนที่ของฟันโดยเครื่องคอมพิวเตอร์จะบันทึกการเคลื่อนที่ของตำแหน่งของฟันไว้อย่างละเอียด หลังจากนั้นทันตแพทย์จะทำการวิเคราะห์และวินิจฉัยข้อมูลทั้งหมดก่อนที่จะสรุปเป็นแบบแผนให้คนไข้ทราบถึงการรักษาต่างๆเช่น การเริ่มดำเนินการผลิตของอุปกรณ์จัดฟันหรือผลของการรักษาโดยเป็นแบบจำลองจากทางคอมพิวเตอร์ เป็นต้น จากนั้นจึงจะมีการผลิตอุปกรณ์ออกมา ซึ่งตัวอุปกรณ์นี้จะมีความพอดีกับผู้ที่ทำการรักษาเป็นรายๆไป เพราะแต่ละชุดจะถูกออกแบบไม่เหมือนกันเพราะทันตแพทย์จำเป็นต้องออกแบบเพื่อการเคลื่อนตัวของฟันให้ได้ผลที่ดีที่สุด

  • การใส่เครื่องมือ

ขั้นตอนนี้ทันตแพทย์จะทำการใส่เครื่องมือเพื่อดูความพอดีก่อน ถ้าหากไม่พอดีจะได้แก้ไข เนื่องจากอาจจะส่งผลให้ฟันนั้นเคลื่อนที่ไม่ดี ทำให้ส่งผลต่อการเรียงตัวของฟันตามไปด้วย การเข้าพบทันตแพทย์ตามนัดหมายเพื่อให้ทันตแพทย์ตรวจดูความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของการเคลื่อนที่ของฟันว่าเป็นไปในทิศทางที่วางแผนของการรักษาหรือไม่ ซึ่งการจัดฟันลักษณะนี้จะมีการพบทันตแพทย์จัดฟันทุกๆ 6-8 สัปดาห์เป็นอย่างน้อยและจะมีการเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ทุกครั้งเมื่อครบ 2 สัปดาห์หรือเมื่อฟันของผู้ป่วยนั้นเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่เหมาะสมกับแผนของการรักษาจนกว่าจะเสร็จสิ้นของการจัดฟันซึ่งจำนวนเครื่องมือที่ใช้จะขึ้นอยู่กับลักษณะปัญหาและการเรียงตัวของฟันที่แตกต่างกันออกไป